เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าสถานการณ์ในพื้นที่ประสบภัยทางตะวันออกของอินโดนีเซียยังคงอยู่ในภาวะเร่งด่วน หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างหลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
ล่าสุด แพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอีสต์ นูซา เต็งการา ต้องนำผู้ป่วยออกมารักษาตัวภายในเต็นท์ที่จัดตั้งขึ้นบริเวณด้านนอกอาคารโรงพยาบาล หลังแรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายให้กับตัวอาคาร โดยเจ้าหน้าที่บางส่วนยังคงอยู่ภายในอาคารเพื่อสำรวจความเสียหายและรวบรวมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับการรักษาผู้ป่วย
ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยจากโรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่ประสบภัยได้รับการอพยพออกจากอาคารมาอยู่ภายในเต็นท์ด้านนอก เนื่องจากเกรงว่าโครงสร้างอาคารที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวอาจไม่ปลอดภัย โดยผู้ป่วย ผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติบางส่วนต้องใช้ชีวิตและพักค้างคืนกลางแจ้ง ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นและมีฝนตก สร้างความกังวลให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่เป็นอย่างมาก
นอกจากโรงพยาบาลแล้ว ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยบางแห่งยังทยอยอพยพออกจากบ้านเรือน โดยมีรายงานว่ามีประชาชนอย่างน้อย 2,000 คน เข้าไปพักอยู่ตามศูนย์อพยพ เนื่องจากเกรงว่าบ้านพักอาศัยที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนอาจได้รับความเสียหายเพิ่มเติมหรือพังถล่มลงมา
ด้านสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย รายงานความสูญเสียจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 47 คน และได้รับบาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 50 คน นอกจากนี้ ยังมีบ้านเรือนเกือบ 160 หลัง รวมถึงสถานศึกษา สถานพยาบาลหลายสิบแห่ง และอาคารสาธารณะอื่น ๆ ได้รับความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือน
สถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในช่วงเย็นของวันที่ 15 ส.ค. ยังเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง ขนาด 6.9 โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ที่ระดับความลึกประมาณ 183 กิโลเมตร โดยเกิดขึ้นห่างจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในช่วงเช้าของวันเดียวกันประมาณ 12 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.9 ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายเพิ่มเติม และไม่มีการประกาศเตือนภัยสึนามิจากเหตุการณ์ดังกล่าว
